เจาะลึกอาณาจักร JMART: จากร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าสู่ระบบนิเวศ "Synergy" หมื่นล้านที่น่าจับตาในปี 2026
เจาะลึกอาณาจักร JMART: จากร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าสู่ระบบนิเวศ "Synergy" หมื่นล้านที่น่าจับตาในปี 2026
ย้อนกลับไปในปี 2531 ใครจะเชื่อว่าร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 2 ล้านบาท จะเติบโตขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ในนาม บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ในปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นวันนั้นสู่การเป็น Technology Investment Holding Company (T-IHC) ระดับหมื่นล้าน อะไรคือ "สูตรลับ" ที่ทำให้พวกเขาไม่เพียงแต่รอดพ้นจากมรสุมเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถขยายอาณาจักรได้อย่างไม่หยุดยั้ง?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่สินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่อยู่ที่การวางยุทธศาสตร์ที่เฉียบคมและการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกันอย่างทรงพลังที่เรียกว่า "Synergy"
1. The Power of Synergy: เมื่อการจัดสรรเงินทุนคือหัวใจของความแกร่ง
หัวใจสำคัญที่ทำให้ JMART แตกต่างจากบริษัทโฮลดิ้งทั่วไปคือแนวคิด "The Power of Synergy" การปรับโครงสร้างองค์กรในปี 2559 สู่การเป็น Holding Company คือก้าวย่างสำคัญทางกลยุทธ์ เพราะช่วยให้บริษัทหลุดพ้นจากการเป็น "ทาสของวัฏจักรธุรกิจมือถือ" (Mobile Cycle) เพียงอย่างเดียว
การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้ JMART มีความคล่องตัวสูงในการทำ Capital Allocation หรือการจัดสรรเงินทุนไปยังอุตสาหกรรมใหม่ๆ (New S-Curve) ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยหลอมรวมธุรกิจผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Commerce (ค้าปลีก), Finance (การเงิน) และ Technology (เทคโนโลยี) ภายใต้ค่านิยมหลัก J-M-A-R-T:
- J - Joyful: สร้างความสุขในองค์กรเพื่อส่งต่อบริการที่เป็นเลิศ
- M - Moral: ยึดมั่นในคุณธรรมและธรรมาภิบาล
- A - Alliance: สร้างพันธมิตรเพื่อความแข็งแกร่งร่วมกัน (Synergy)
- R - Retail: มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกทุกรูปแบบ
- T - Technology: ใช้นวัตกรรมสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทันสมัย
2. "สุกี้ตี๋น้อย" จิ๊กซอว์เชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ได้มีดีแค่บุฟเฟต์
การเข้าลงทุนในสัดส่วน 30% ของ BNN Restaurant Group หรือ "สุกี้ตี๋น้อย" คือหนึ่งในการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดของกลุ่ม ภายใต้โมเดล "Value for Money" ที่แข็งแกร่ง ทำให้สุกี้ตี๋น้อยกลายเป็น Cash Cow หรือเครื่องจักรผลิตเงินสดที่สำคัญ
ในเชิงกลยุทธ์ ธุรกิจอาหารที่มีกระแสเงินสดหมุนเวียนสม่ำเสมอคือ "หลักประกัน" ที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับ Holding Company ที่ลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีที่มีความผันผวนสูง โดยในปี 2568 สุกี้ตี๋น้อยสร้างส่วนแบ่งกำไรให้ JMART ถึง 258 ล้านบาท และมีเป้าหมายที่ดุดันในปีหน้าด้วยรายได้ 9,207 ล้านบาท และกำไรสุทธิสูงถึง 860 ล้านบาท การมีธุรกิจที่ทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงสร้างทางการเงินของกลุ่มมีเสถียรภาพ
"วิสัยทัศน์ของผมคือการสร้างอาณาจักรที่ไม่ได้หยุดแค่การขาย แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทุกส่วนส่งเสริมกัน เพื่อมุ่งสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจหมื่นล้านที่ยั่งยืนผ่านการมองหาโอกาสและพันธมิตรที่มีศักยภาพ" — อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา, CEO JMART
3. Mobile Loans Ecosystem: "Game Changer" ที่เปลี่ยนวินัยด้วยเทคโนโลยี
ยุทธศาสตร์ที่น่าจับตาที่สุดในปี 2569 คือโครงการ "Mobile Loans Ecosystem" ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง Jaymart Mobile และ SINGER เพื่อรุกตลาดสินเชื่อที่ไม่มีใครกล้าทำ
สิ่งที่ถือเป็นนวัตกรรมแก้เกมคือเทคโนโลยี "Device Locking" (Locked Phone) ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระหนี้อย่างมีนัยสำคัญ ระบบนี้ช่วยให้ลูกค้าสามารถผ่อนสมาร์ทโฟนได้ โดยไม่ต้องมีบัตรเครดิตหรือคนค้ำประกัน แต่หากเกิดการผิดนัดชำระ เครื่องจะถูกล็อคการใช้งานทันที เทคโนโลยีนี้สร้างวินัยในการชำระหนี้ให้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ NPL (หนี้เสีย) ต่ำลงอย่างน่าทึ่ง
โดยกลุ่มบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2569 ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างยอดขายจากการผ่อนชำระ (Credit Sales) ได้สูงถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มให้กับ SINGER อีกกว่า 900 ล้านบาท
--------------------------------------------------------------------------------
4. พันธมิตรทางยุทธศาสตร์: พลังแห่งการขยายตัวร่วมกับกลุ่ม BTS
การที่กลุ่ม BTS Group เข้ามาถือหุ้นใน JMART รวมกันสูงถึง 23.64% (ผ่าน VGI 13.53% และ Rabbit Holdings 10.11%) คือการทำ Synergy ข้ามอุตสาหกรรมที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในไทย
พันธมิตร | ประโยชน์ที่ JMART ได้รับ | Strategic Outcome (ผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์) |
VGI | การเข้าถึงสื่อโฆษณาบนเครือข่าย BTS | เพิ่มการมองเห็นแบรนด์ (Visibility) ในทำเลทองทั่วกรุงเทพฯ |
Rabbit Holdings | ฐานข้อมูลลูกค้าและระบบการชำระเงิน | การทำ Personalization Marketing ผ่านฐานข้อมูล Rabbit Line Pay |
BTS Network | การเข้าถึงพื้นที่ทำเลศักยภาพ | การขยายจุด Touchpoint และสาขาในสถานีรถไฟฟ้าที่มี Traffic หนาแน่น |
--------------------------------------------------------------------------------
5. จากหน้าร้านสู่หน้าจอ: การปรับตัวสู่ Commerce-Tech ผ่าน Vega Creator
JMART ไม่ได้มองว่าการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร (Underperforming Stores) คือจุดจบ แต่คือการเปลี่ยนถ่ายสู่โลกดิจิทัลผ่านการลงทุนใน Vega Creator ผู้เชี่ยวชาญด้าน MCN (Multi-Channel Network)
นี่คือกลยุทธ์ O2O (Offline to Online) ที่ล้ำลึก โดยการนำพนักงานหน้าร้านที่มีความเชี่ยวชาญมาปรับทักษะให้กลายเป็น KOCs (Key Opinion Consumers) เพื่อทำ Live Commerce ขายสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนค่าเช่าที่ แต่ยังเป็นการ "รักษาทุนมนุษย์" (Human Capital) และเปลี่ยนพนักงานให้กลายเป็นเครื่องจักรสร้างยอดขายบนโลกโซเชียลที่เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วประเทศ
สถานะทางการเงิน: "ฟ้าหลังฝน" และความจริงเบื้องหลังตัวเลขขาดทุน
หากพิจารณาเพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษในปี 2568 อาจเห็นยอดขาดทุนสุทธิประมาณ 161.8 ล้านบาท แต่ในฐานะนักวิเคราะห์ เราต้องแยกแยะระหว่าง "ผลการดำเนินงานจริง" กับ "ตัวเลขทางบัญชี"
ตัวเลขขาดทุนดังกล่าวเกิดจากรายการที่ไม่ใช่เงินสด (Non-Cash Items) ถึง 3 รายการหลัก ได้แก่:
- การปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน: 569.3 ล้านบาท
- การตั้งสำรองด้อยค่าของสินทรัพย์: 114.1 ล้านบาท
- ผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าเงินลงทุน (Mark-to-Market): 104.2 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาว่าในปี 2567 JMART เคยทำกำไรสุทธิได้ถึง 1,140.8 ล้านบาท ประกอบกับ D/E Ratio ปัจจุบันที่ต่ำเพียง 0.84 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าสถานะทางการเงินของกลุ่มยังคงแข็งแกร่ง มีสภาพคล่องสูง และพร้อมที่จะทะยานต่อเมื่อปัจจัยทางบัญชีเหล่านี้คลี่คลายลง
บทสรุป: การก้าวสู่ Growth Stock อีกครั้งในปี 2026
ในปี 2026 (2569) เราจะได้เห็นอาณาจักร JMART ที่ก้าวผ่านจุดปรับฐานและเข้าสู่ช่วงเวลาที่ระบบนิเวศ "Synergy" ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นกระแสเงินสดจากสุกี้ตี๋น้อย นวัตกรรม Mobile Loans ที่ควบคุมความเสี่ยงได้เบ็ดเสร็จ และการเปลี่ยนโฉมสู่ Commerce-Tech ที่ไร้ขีดจำกัดด้านสถานที่
JMART กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า หุ้นการเติบโตที่แท้จริงไม่ได้มาจากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการสร้างระบบนิเวศที่ทุกส่วนสามารถ "กินรวบ" ห่วงโซ่คุณค่าได้อย่างเบ็ดเสร็จ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขายังคงเป็นหุ้นที่น่าจับตามองที่สุดในฐานะ Technology Investment Holding ของไทย
"ในโลกธุรกิจที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ คุณคิดว่า Synergy Ecosystem ที่เชื่อมโยง 'ท้องปาก' ของผู้คน เข้ากับ 'เทคโนโลยีในมือ' และ 'สินเชื่อที่เข้าถึงง่าย' จะเป็นโมเดลที่คว้าชัยชนะในทศวรรษหน้าได้หรือไม่?"





